ปัจจัยการจัดอันดับเว็ปไซด์ SEO

ปัจจัยการจัดอันดับของgoogle

SEO

คีย์เวิร์ดในหัวข้อ google SEO


คีย์เวิร์ดในหัวข้อ google

คีย์เวิร์ดในหัวข้อ google ชอบลิงก์ที่ anchor text เป็นคำเดียวกับคีย์เวิร์ดในหัวข้อเป็นพิเศษ

Anchor Text เทคนิคที่คนทำ SEO (โดยเฉพาะรุ่นเก๋าๆ) รู้จักกันดี เพราะมันเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอน ของการสร้างลิงค์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Keyword-Rich Anchors หรือการใส่คีย์เวิร์ดลงไปในลิงค์นั่นเอง ซึ่งมันสามารถทำให้คุณพบกับบันปลายชีวิต คือ สวรรค์ หรือ ไม่ก็นรก สำหรับการทำแคมเปญ SEO เพราะหาก ถ้าคุณใช้ Anchor Text แบบผิดๆ อันดับอาจจะร่วงหายไปจาก Google แต่ถ้าคุณใช้อย่างสร้างสรรค์ ไม่แน่ว่าอันดับอาจจะพุ่งขึ้น จนต้องตะลึง
Anchor Text คืออะไร ?
คำว่า Anchor อ่านว่า “แอ๊ง-เข่อร์” (หลายคนอ่านผิดว่า แอนชอว์ นะ 555+ ผมละคนนึง)
คำว่า Anchor แปลตรงตัวคือ ทอดสมอ / ที่ยึดเหนี่ยว / ซึ่งยึดติด
ตามในวงการ SEO คำว่า Anchor Text ฝรั่งเค้าให้นิยามว่า
“Anchor text refers to the visible, clickable text in a hyperlink. They are the words that turn your mouse cursor into a finger-pointing hand. In modern browsers, it is often blue and underlined.”
ซึ่งมันก็หมายถึง ข้อความที่เป็น Link ใช้เชื่อมโยงระหว่างเว็บนั่นเอง
หรือแปลแบบง่ายๆ มันก็คือ Text Link (ลิงค์ที่เป็นตัวอักษร)
ปกติแล้วเรามักจะพบว่า Anchor text มักจะมีความเกี่ยวข้องสอดคล้อง หรือ เป็นคำอธิบายถึงข้อมูลของ Content ที่เป็นเป้าหมายที่ถูกลิงค์ชี้ไป ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในรูปแบบของ HTML คือ a tag เขียนได้ดังนี้
<a href=”url”>Anchor Text</a>
ยกตัวอย่างเช่น
<a href=”http://www.webbastard.net/”>คนทำเว็บนอกคอก</a>
– คนทำเว็บนอกคอก เรียกว่า Anchor text นั่นเอง

ความสำคัญของ Anchor Text
ตราบใดที่ Backlinks ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการทำ SEO … Anchor Text ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ และต้องเรียนรู้ เพราะ Search engine algorithms ให้ความสำคัญกับมันมากเป็นพิเศษ

– ในอดีตเจ้า anchor text นี่เองที่เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดที่ทำให้ Google เข้าใจว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวข้องกับอะไร
– ในปัจจุบัน มันกลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับ Google ในการตรวจจับและลงโทษพวก SPAM

ถึงแม้ผมจะกล่าวเช่นนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า anchor text จะไร้ความหมาย!!
ในทางตรงกันข้าม มันกลับทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องรู้ให้ลึกซึ้งมากขึ้น
เมื่อพูดถึง Backlinks เราจำเป็นต้องกล่าวถึง Google Penguin
อัลกอริทึมที่มาจัดการกับ Backlinks โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสร้างลิงค์แบบสแปม ….

หลายคนอาจจะสงสัย แล้ว Penguin มันจะรู้ได้ไงว่า
สร้างลิงค์แบบไหนเป็นธรรมชาติ และสร้างลิงค์แบบไหนถึงมองว่า SPAM

คำตอบง่ายๆ ก็คือมันดู ANCHOR TEXT นั่นเอง

หลักการทำงานของเพนกวิน อธิบายแบบง่ายๆ
1. เราสร้าง Backlink
2. Google Bot เข้ามาเก็บ Backlink ที่เราสร้าง
3. Google Bot เอา Backlink ไปใส่ใน Database ของเว็บที่เราชี้ไป หรือเรียกว่า “Link Profile”

วิธีการเช็คว่า Google มันอ่าน ข้อมูล Backlink และสร้างเป็น Link Profile สำหรับเว็บของเราหรือยัง ทำได้ง่ายๆโดย
– เอาเว็บเราเข้าไปสมัครใน Google Search Console (หรือชื่อเดิม Google Webmaster Tool)
– จากนั้นไปที่ Search Traffic -> Links to Your Site (ตามภาพ)

.............................................................
ที่นี้เราจะรู้ได้ไงว่า Google Penguin มองว่าเรากำลังสแปม .. ง่ายๆ
มันก็จะวิเคราะห์ “Link Profile” แล้วเอามาเปรียบเทียบกับ Keyword ที่เราทำ Onpage บนเว็บของเรา
ยกตัวอย่าง สมมติ ว่าผมเล่น KEYWORD “การทำ SEO”
แล้วบังเอิญว่า Anchors Text Link ของผมที่ชี้มาที่เว็บ
100% เป็นคำว่า “การทำ SEO” … เช่น ผมไปสร้าง
<a href=”http://www.webbastard.net/”>การทำ SEO</a>
แบบนี้ Google จะมองว่าเว็บผมสแปมแน่นอน และจะถูกลงโทษทันที … เพราะมันจะดูออกว่าผมพยายามที่จะดันอันดับในคีย์ “การทำ SEO” ด้วยการสร้างลิงค์แบบ “keyword-rich anchor text” (คือไปเน้นใส่คีย์เวิร์ดลงไปในลิงค์) นั่นเอง
ดังนั้น ถ้าไม่อยาก โดน Google ทำโทษ คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่าใช้คีย์เวิร์ด keyword-rich anchor text อย่างไรให้ดูเป็นธรรมชาติซึ่งกล่าวอีกในหนึ่งก็คือ สร้างลิงค์อย่างไรให้แนบเนียนดูเป็นธรรมชาตและกลมกลืนที่สุด

รูปแบบของ Anchor Text
ก่อนจะสร้าง Anchor Text Like Profile แบบให้ดูเป็นธรรมชาติ คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า Anchor Text มีกี่แบบ มีอะไรบ้าง
1. Exact Match Anchors
Exact Match Anchors คือการสร้างใช้ Keyword มาทำเป็นลิงค์แบบตรงตัว
จัดว่าเป็น King of All Anchor Text เลยก็ว่าได้ มีพลังมีความแรงสูงสุดในการช่วยดันอันดับในการทำ SEO
(แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีพลังแรงสูงในการช่วยดันอันดับให้ร่วง เช่นกัน หากใช้เยอะเกินไป)
ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าผมจะเล่นคีย์ “การทำ SEO” Exact Match Anchors ก็จะเป็น
<a href=”http://www.webbastard.net/”>การทำ SEO</a>

2. Branded Anchors (แอ๊งเข่อร์ แบบ ชื่อแบรนด์)
แบรนด์นี้ ก็อาจจะเป็น ชื่อร้าน ชื่อเว็บ ชื่อบล็อก ยกตัวอย่างเช่น
– Webbastard หรือ คนทำเว็บนอกคอก
Branded Anchor นี้นับว่ามีพลังความแรงสูงรองจาก Exact Match Anchor
เพราะว่า Google ชอบให้เราสร้างแบรนด์ แต่ก็ไม่ควรใส่สะแบบร้อยทั้งร้อย

3. Generic Anchors (แอ๊งเข่อร์ แบบ ทั่วไป)
Generic Anchors เป็นลักษณะ Text ในเชิง เรียกแขก หรือ Call-to-Action (CTAs)
ยกตัวอย่างเช่น
– “คลิก”
– “ที่นี่”
– “Click Here”
– “Enter”
– “Go here”
4. Naked Link Anchors (แอ๊งเข่อร์ แบบ URL)
Naked Link หมายถึง เอา URL มาใช้เลย ยกตัวอย่างเช่น
– http://www.webbastard.net/
– http://www.webbastard.net
– www.webbastard.net
– webbastard.net
5. Brand + Keyword Anchors (แอ๊งเข่อร์ แบบผสมระหว่างแบรนด์กับคีย์เวิร์ด)
ยกตัวอย่างเช่น
สมมติ แบรนด์ผมคือ “คนทำเว็บนอกคอก / Webbastard” , keyword ที่จะเล่นคือ “เทคนิคการทำ SEO”
Anchor Text ก็อาจจะมีหน้าตาประมาณ :
– เทคนิคการทำ SEO by Webbastard
– เทคนิคการทำ SEO ฉบับ คนทำเว็บนอกคอ
– Webbastard : เทคนิคการทำ SEO

6. LSI Anchors (แอ๊งเข่อร์ แบบ LSI Keyword)
คำว่า LSI ย่อมาจาก Latent Semantic Indexing
LSI Keyword อธิบายแบบง่ายๆคือ “ความหลากหลายของ Main Keyword”
หรือ “การเล่นคำโดยขยายความจาก Main Keyword”

ยกตัวอย่างเช่น
ถ้า Main Keyword ผมคือ “การทำ SEO” , LSI Keyword ก็อาจจะเป็น
– การทํา seo ด้วยตัวเอง
– วิธีการทำ seo ขั้นพื้นฐาน
– การทํา seo เบื้องต้น
– สอนทำ seo
– ขั้นตอนการทำ seo
– วิธีทํา seo facebook
– วิธีโปรโมทเว็บ
วิธีหา LSI Keyword นั่นจริงๆง่ายมาก คือ
1. ดูจาก Google Related Searches
......................................................................
2. ดูจาก Google Suggest
.......................................................................
3. ดูจาก Google Keyword Planner
.......................................................................
7. Partial-Match Anchors (แอ๊งเข่อร์ แบบ ใกล้เคียง Keyword)

Partial-Match Anchors จริงๆมีลักษณะคล้ายๆกับ LSI เพียงแต่เราเติมคำอื่นๆลงไป
ให้มันดูมีความเป็นธรรมชาติ เป็นการใส่คำพูดเราเข้าไปเองโดยไม่ใช้เครื่องมือ (คิดคำเองว่างั้น)
ยกตัวอย่างเช่น Keyword เราคือ “การทำ SEO” , Partial-Match Anchors ก็อาจจะเป็น
– เรียนรู้ SEO ด้วยตัวเอง
– วิธีทำ SEO อย่างมีคุณภาพ
– เทคนิค SEO สายขาว
– คู่มือการทำ SEO 2016
– มือใหม่หัดทำ SEO
– Onpage SEO คือ
– เทคนิค Offpage SEO
Partial-Match Anchors นี้นับได้ว่าเป็นการ สร้างความเนียน ได้อย่างมาก ในการสร้าง Text Link
8. Long Anchors (แอ๊งเข่อร์ แบบ ประโยคยาวๆ)
Long Anchors นี่ถือเป็นส่วนขยายของ Partial-Match Anchors ให้มันยาวขึ้นกว่าเดิม
ยกตัวอย่างเช่น
– การทำ SEO ให้ติด Google หน้าแรก
– โปรโมทเว็บให้ติดหน้าแรก Google ด้วย SEO
– เทคนิคการทำ SEO สำหรับมือใหม่
– แนวทางการทำ SEO แบบมืออาชีพ
– แนะนำเทคนิคการทำ SEO ขึ้นสูง
9. Image Anchors + NO Anchors
หากไม่พูดถึง Text แต่พูดถึงแค่คำว่า Anchors เฉยๆ ที่อยู่ในรูปแบบของ HTML
คือ <a href=””></a> , ในบางครั้งเราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ TEXT อย่างเดียว
เพราะ “a tag” นั้นมันสามารถใช้กับรูปภาพได้ด้วย (คือใช้ รูปภาพ ทำเป็นลิงค์ นั่นเอง)
ปกติแล้ว Google จะถือเอา “alt tag” ที่เราใส่ในรูป เป็น Anchor Text เลยเรียก Image Anchors
ดังนั้น หากเราเอา Image มาทำเป็น Link โดยที่เราไม่ได้ใส่ Alt ให้รูป จึงเรียกว่า NO Anchors นั่นเอง
ยกตัวอย่าง CODE
– Image Anchors
<a href=”http://www.webbastard.net/”><img src”ที่อยู่รูป” alt=”การทำ seo”></a>
– No Anchors
<a href=”http://www.webbastard.net/”><img src”ที่อยู่รูป”></a>
การใช้ Image มาทำเป็น Link ก็ถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีอย่างนึง โดยเฉพาะอย่างเวลาเรา “แลกลิงค์” หรืออาจจะทำในลักษณะ “ลิงค์เพื่อนบ้าน” … ก็เอา Banner มาติดก็ได้ ซึ่งเรามักจะพบเห็นกันได้บ่อยๆ กับเว็บที่หารายได้จากการรับติด Banner Ads ทั้งหลาย
กล่าวโดยสรุปแยก Anchor Text ออกเป็น 9 ประเภท (จริงๆใครจะแยกยังไงก็ได้นะ เอาที่สบายใจ)
1. Exact Match Anchors = แบบใส่คีย์ตรงตัว
2. Branded Anchors = แบบใส่แบรนด์
3. Generic Anchors = แบบทั่วไป (click here)
4. Naked Link Anchors = แบบ URL
5. Brand + Keyword Anchors = แบบผสมแบรนด์+คีย์
6. LSI Anchors = แบบ LSI
7. Partial-Match Anchors = แบบกึ่งๆใกล้เคียงคีย์ตรงตัว
8. Long Anchors = แบบยาวๆ
9. Image Anchors + NO Anchors = แบบรูปภาพ/ไม่ใช้ Anchors
Tip ในการใช้ Anchor Links ให้ดูเป็นธรรมชาติ
ขอแนะนำเคล็ดลับของการสร้าง Anchor Link แบบเนียนๆ ดังนี้
1. พยายามสร้างให้ดูหลากหลาย สร้างแบบสุ่ม หลีกเลี่ยงรูปแบบที่ตายตัว
หรืออย่าใช้ Anchor ประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะมากเกินไป ยกตัวอย่างจากภาพ
2. พยายามวาง Anchor Text ในเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องสอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บที่เราจะดันอันดับ
3. พยายามสร้างลิงค์ โดยหลีกเลี่ยงการใช้ Exact Match Anchors หรือใช้แต่น้อย
4. พยายามจัดแบ่งสัดส่วนแบ่ง % การใช้ของ Anchors แต่ละประเภทให้เหมาะสม
เช่น ในแคมเปญ SEO ของเรา จำเป็นต้องอัดลิงค์ตามความแข็งความโหดของคู่แข่ง สมมติเราวางแผนที่จะสร้าง BL ไว้
100 Backlinks ก็อาจจะแบ่ง Anchor Text เป็น
– Branded Anchors : 65% (65 ลิงค์)
– Naked Link Anchors : 20% (20 ลิงค์)
– Generic Anchors : 5% (5 ลิงค์)
– LSI, Partial Match Anchors : 5% (5 ลิงค์)
– Exact Match Anchors: 5% (5 ลิงค์)

1000 Backlinks ก็อาจจะแบ่ง Anchor Text เป็น
– Branded Anchors : 65% (650 ลิงค์)
– Naked Link Anchors : 20% (200 ลิงค์)
– Generic Anchors : 5% (50 ลิงค์)
– LSI, Partial Match Anchors : 8% (80 ลิงค์)
– Exact Match Anchors: 2% (20 ลิงค์)

10000 Backlinks ก็อาจจะแบ่ง Anchor Text เป็น
– Branded Anchors : 60% (6000 ลิงค์)
– Naked Link Anchors : 20% (2000 ลิงค์)
– Generic Anchors : 10% (1000 ลิงค์)
– LSI, Partial Match Anchors : 9% (900 ลิงค์)
– Exact Match Anchors: 1% (100 ลิงค์)

ที่มา http://www.webbastard.net/anchor-text-guide/




Contact Chamedee SEO Team

ส่งข้อความหา Chamedee SEO Team



: SEO@chamedee.com
: 093 883 7067


Top