ปัจจัยการจัดอันดับเว็ปไซด์ SEO

ปัจจัยการจัดอันดับของgoogle

SEO

Dofollow Link และ Nofollow Link


Dofollow Link และ Nofollow Link คืออะไร?


สมัยนี้การโปรโมทเว็บไซต์ มีความสลับละเอียดมากขึ้น ตัว Web master เองจะต้องตามให้ทันกระแสและการอัพเดทของ Google Search อยู่ตลอดเวลาๆ เพื่อทำให้เว็บของเราอยู่ในการจัดอันดับที่ดีของ Google Search ได้อย่างยาวนาน มี Web master ปริมาณมาก นิยมโปรโมทผ่านเว็บที่เป็น Social Bookmaring Online ซึ่งเว็บกลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มค่าอันดับ (PageRank) และ เพิ่มปริมาณลิงค์เข้า (ฺฺBack Link) ให้กับเว็บของตัวเอง ฉะนั้นกระแสการโปรโมทผ่านเว็บที่เป็น Social Bookmaring Online จึงมาแรงอย่างมากในขณะนี้ ที่สำคัญบรรดา Search Engine ที่ดัง ๆ เช่น Google.com หรือ Yahoo.com ก็เห็นความสำคัญอย่างมากเช่นกัน ส่วนสำคัญที่เราต้องโปรโมทผ่านเว็บที่เป็น Social Bookmaring Online คือ ประเด็น DoFollow และ NoFollow ฉะนั้น Web master อย่างเราๆ คงต้องอัพเดทข่าวสารใหม่ๆอยู่สม่ำเสมอ
DoFollow และ NoFollow คืออะไร ต่างกันยังไง ?
ทั้งสองอัน คือ Attribute หรือ คำสั่งพิเศษ ที่ใช้กำกับในแทคลิงค์ ดังนี้
<a href=”URL ที่ต้องการลิ้งค์” rel=dofollow>textlink</a>
<a href=”URL ที่ต้องการลิ้งค์” rel=nofollow>textlink</a>
ซึ่งมีความหมายต่างกัน คือ
DoFollow หมายถึง ให้ Robot ของ Search Engine ไล่ตามลิงค์นี้ไปยังเว็บเป้าหมาย
NoFollow หมายถึง ไม่ให้ Robot ของ Search Engine ไล่ตามลิงค์นี้ไปยังเว็บเป้าหมาย
จะใช้คำสั่งนี้ เมื่อไร?
โดยปกติค่าเริ่มต้น (Default) ของtextlink <a href > จะมีค่าเป็น DoFollow อยู่แล้ว ความหมายของทั้งสองคำสั่งด้านล่างนี้ มีความหมายเดียวกัน ถึงแม้ว่า จะเขียน หรือ ไม่เขียน rel=dofollow กำกับ
<a href=”URL ที่ต้องการลิ้งค์ “>textlink< /a>
<a href=”URL ที่ต้องการลิ้งค์ ” rel=dofollow>textlink< /a>
ประโยชน์ของการใช้คำสั่ง DoFollow
1. เพื่อใช้สร้างคุณค่าให้กับเว็บ เช่น เว็บไซต์ sanook.com จะเปิด DoFollow ไว้ทุกลิงค์ ทุกหน้าโฮมเพจ ในส่วนที่ให้แสดงความคิดความอ่านเห็น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เยี่ยมชมอยากโพสข้อความแล้วทำลิงค์ไปยังเว็บของตัวเองทิ้งเอาไว้ ประโยชน์นี้ที่เห็นใช้กันมากมาย คือ การใส่ลายเซ็นต์และทำลิงค์ไว้ในลายเซ็นต์ แล้วไปตั้งกระทู้ หรือ ตอบกระทู้ ตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ เพราะทุกกระทู้จะแสดงลายเซ็นต์พร้อมลิงค์ของเราเอาไว้ ทำให้คนอยากเข้ามาโพสมากขึ้น ก็เลยส่งผลทางตรงให้ จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บเพิ่มนั่นเอง
2. เพื่อสร้างเครือข่ายและลิงค์ออก (OutBound Link) ประโยชน์ในข้อนี้จะได้รับสูงสุด เมื่อมีการแลกลิงค์ข้อความ หรือ ลิงค์แบนเนอร์ ระหว่างเว็บไซต์ด้วยกันเอง
NoFollow
1. มีลิ้งค์ไปยังหน้าเว็บที่ไม่ต้องการให้ Robot ของ Searh Engine ตามเข้าไปเก็บสะสมที่ฐานข้อมูลของ Search Engine เช่น ส่วนควบคุมจัดการเว็บ , หน้า log in ของ Admin เป็นต้น
2. เพื่อป้องการปั่นเว็บบอร์ด (flood board) เช่น ป้องกันหรือลดปริมาณ spam เพราะหลายๆ ท่านทำการ spam comment โดยหวังจะได้ backlink จากเว็บต่าง ๆ เช่น wiki ตอนนี้ wiki ก็เลยประกาศไปแล้วว่าทุกลิ้งค์จะเป็น no follow ไม่มีประโยชน์ต่อคุณอีกแล้ว ฉะนั้นเลิก spam กันได้เลย
3. สำหรับการจัดการลิงค์ออก (Outbound Link) ออกจากหน้าเว็บไซต์ เพื่อควบคุมปริมาณลิ้งค์ในเว็บไซต์ให้สมดุลกัน
ตำแหน่งที่จะใช้คำสั่งนี้บนหน้าเว็บไซต์ คือตรงไหน?
เราสามารถใช้คำสั่งนี้ได้ 2 ตำแหน่งบนเว็บไซต์ คือ
1. ตำแหน่ง Meta Tag เพื่อควบคุมทั้งหน้าเลย (จะได้ไม่ต้องไปใส่ใน Tag <a href> ทีละลิงค์) ประโยคเต็มของคำสั่งนี้ คือ
< META NAME=”ROBOTS” CONTENT=”DOFOLLOW” >
< META NAME=”ROBOTS” CONTENT=”NOFOLLOW” >
2. ตำแหน่งของ Tag <a href> อาจจะใช้กำกับเป็นบางลิงค์ หรือ ทุกลิงค์ก็ได้ แต่ข้อเสีย คือ ต้องเสียเวลานั่งพิมพ์ทีละลิงค์ มีร้อยลิงค์ ก็พิมก์กันร้อยครั้ง ซึ่งเสียเวลามาก
ประโยคเต็มของคำสั่งนี้ คือ
< a href=”URL ที่ต้องการลิ้งค์ ” rel=dofollow>textlink< /a>
< a href=”URL ที่ต้องการลิ้งค์ ” rel=nofollow>textlink< /a>
หมายเหตุ: คำสั่งนี้จะมีผลกับ Search Engine ดังๆ อย่าง Google.com มีผลกับปริมาณ Backlink ของ google เพื่อเป็นการบอก Google ว่าไม่ต้อง count backlink จากลิงค์นี้ แต่ no follow ไม่มีผลกับ Yahoo
สรุปแล้วก็คือ
เท่าที่ได้หาที่มาที่ไป ก็พบว่า เกิดมาจาก Blog อันเนื่องมาจาก Blog มีความเป็น Web 2.0 (ผู้ใช้สามารถแสดงความคิดความอ่านเห็นและใส่ลิงค์ได้) ทำให้เกิดการผู้ทำ Spammer, Spammy มา Comment แล้วใส่ลิงค์กลับไปหาเว็บตนเองแบบน่าเกลียด ดังนั้นผู้ปรับปรุง Blog เข้าใจว่า Blog ได้รับผลเสียเพราะมีลิงค์ออกจำนวนมาก ทั้งๆที่ไม่ได้ใส่เอง จึงได้เพิ่มส่วนของ Attribute “NoFollow” เข้ามาเพื่อ “ไ่ม่ให้แต้ม PR” ไปสู่ เว็บดังกล่าวได้ จึงคิดได้ว่า การทำ NoFollow เพื่อป้องกันคะแนน PR ในหน้าเหล่านั้น น้อยลงโดยที่ไม่จำเป็น (เพราะมี Spammer มาทำ spam) แต่ การทำ NoFollow ไม่ได้ทำมาเพื่อป้องกันแต้ม PR เราลดไปให้หน้าเว็บอื่นนะ แต่ในทาง SEO เว็บนั้น ๆ จะได้รับ Backlink จาก Blog เราแต่ไม่ให้สกอร์ PR ไปด้วยนั่นเอง เราสามารถทำกับ Internal Page ของเว็บเราเองได้เช่นกันเพื่อป้องกันคะแนนหน้านั้น ไหลไปสู่หน้าอื่น อย่างเช่น หน้าแรกเว็บเรามีลิงค์เยอะแยะ เป็นลิงค์ไปยังหมวดหมู่ บทความทั่วไป เราไม่จำเป็นต้องทำ NoFollow เพราะเราให้หน้าบทความ หน้าหมวดหมู่ของเรามีแต้ม PR เพิ่มขึ้นในยุคหน้า หน้าที่เกี่ยวกับ Policy, Contact Us หรือหน้าที่เราเข้าใจว่า เราไม่อยากได้ให้มีแต้ม PR เราก็สามารถใส่ NoFollow กับลิงค์นั้นได้ ที่ได้ประโยชน์ก็คือ หน้าที่มี policy และ Contact Us มักจะมีทุกหน้าขอเว็บ ดังนั้น ในหน้าแรกหากเรา DoFollow ลิงค์พวกนี้ จากปกติมีลิงค์ 30 ก็จะเพิ่มเป็น 32 ทันที ทำให้สกอร์หน้าแรกของเราโดนแบ่งให้กับ Policy และ Contact Us โดยไม่มีความจำเป็น!! อันนี้คือการนำไปใช้เพื่อทำให้ในหน้าที่เราอยากได้มีสกอร์ที่สูงขึ้น แต่ การใช้ NoFollow ไม่ควรใช้กับ Link Exchange เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติกับผู้ที่แลกลิงค์กับเรา ยกเว้น เราแจ้งเขาไปก่อนแล้วว่า เราจะให้แบบนี้ ถ้าเขาตกลง ก็ไม่มีปัญหา
DoFollow จะให้ผลทาง Backlink และ คะแนน PR
NoFollow จะให้ผลทาง Backlink แต่ ไม่ให้คะแนน PR
ปัจจุบัน Google ไม่ได้แสดงค่า PR หรือ Page Rank ให้นักทำ SEO และ Webmaster ทราบ และกูเกิลไม่ได้บอกว่าได้ยกเลิกการใช้งานค่า PR ไปจริงๆ หรือไม่ บอกแต่เพียงว่ายกเลิกการแสดงค่า PR เท่านั้น
ที่มา http://www.cmseogroup.com



Contact Chamedee SEO Team

ส่งข้อความหา Chamedee SEO Team



: SEO@chamedee.com
: 093 883 7067


Top