SEO TOP1

ปัจจัยการจัดอันดับของ google

SEO

หลักการทำ SEO เรื่องของ Sitemap และ Robots.txt


หลักการทำ SEO เรื่องของ Sitemap และ Robots.txt


เริ่มต้นกันที่ เรื่อง ของ Sitemap
Sitemap คือ แผนที่ของเว็บไซต์ หรือ แผนผังเว็บไซต์ โดยในเว็บไซต์จะต้องอธิบายโครงสร้างทั้งหมดของเว็บไซต์ได้ว่าเว็บไซต์ของเรานั้นมีลิงค์มากน้อย อย่างไรบ้าง และ sitemap จะต้องจัดให้อยู่อย่างเป็นหมวดหมู่ด้วย
รู้จักประเภทของ Sitemap
เหตุผลที่เราต้องแบ่งประเภทของ Sitemap นี้เพราะว่าเว็บไซต์ที่ดีควรจะมี Sitemap เพื่อให้ ผู้ใช้งานทั่วไปอ่าน และ Search Engine อ่าน ดังนั้นการทำเว็บไซต์ที่ดีจึงควรมี Sitemap ทั้งสองรูปแบบ ซึ่งปกติแล้วหากเราต้องการสร้างปฎิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search Engine เราจะต้องทำให้ Sitemap ของเราอยู่ในรูปแบบของภาษา XML เพราะจะทำให้ Bot หรือ Spider ของ Search Engine สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ว่านี้คือ Sitemap
ขอยกตัวอย่าง Sitemap ในรูปแบบ XML ที่ถูกต้อง
http://www.seomodify.com/post-sitemap.xml
สำหรับ Sitemap ของผู้ใช้งานทั่วไปก็ควรจะเป็นหน้าที่เรียบง่าย ที่ดูแล้วเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ทั้งหมดได้ว่าเว็บไซต์นี้มีอะไรบ้าง และทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงหน้า Sitemap นี้ได้โดยง่าย
ประโยชน์ของการทำ Sitemap ในเว็บไซต์
ในส่วนของ Search Engine นั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการ Index ให้ดีมากขึ้นกว่าเดิม และในส่วนของผู้ใช้งานนั้นจะเป็นในรูปแบบความสะดวกในการรับรู้โครงสร้างทั้งหมดของเว็บไซต์ ซึ่งควรจะมีปุ่ม Link ไปยังหน้า Sitemap ในจุดที่สามารถมองเห็นได้ง่ายๆ ด้วย
ขั้นตอนการทำ Sitemap ที่ดีต่อ SEO
1. สร้างลำดับขั้นที่ต่อเนื่องกันอย่างเหมาะสม
สร้างลำดับให้ซับซ้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำทางผู้ใช้จากเนื้อหาทั่วไปไปสู่เนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงตามที่ผู้ใช้ต้องการในเว็บไซต์ของคุณ ควรเพิ่มหน้าเว็บนำทางและควรใช้งานหน้าเว็บเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพใน โครงสร้างลิงก์ภายใน
หลีกเลี่ยง
• การสร้างเว็บที่มีลิงก์นำทางที่สลับซับซ้อน เช่น การใช้ลิงก์ในทุกๆ หน้าของไซต์และลิงก์ไปหน้าภายในอื่นๆ
• การแบ่งเนื้อหาอย่างละเอียดยิบย่อยเกินไป (เพื่อให้ผู้ใช้คลิกดูข้อมูลต่างๆ)
2. เน้นการใช้ลิงก์ข้อความในการนำทาง
หากใช้ลิงก์ข้อความในการนำทางจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง เครื่องมือค้นหาสามารถรวบรวมข้อมูลและเข้าใจไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่จะชอบวิธีการนี้มากกว่าวิธีการอื่นๆ เนื่องจากอุปกรณ์บางอย่างไม่สามารถรองรับ Flash หรือ JavaScript
หลีกเลี่ยง
การนำทางที่ทำงานตามเมนูแบบเลื่อนลง รูปภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว (โดยส่วนมากแล้วเครื่องมือค้นหาสามารถค้นพบลิงก์ลักษณะนี้บนเว็บไซต์ได้ แต่ถ้าหากผู้ใช้สามารถเข้าถึงหน้าเว็บผ่านลิงก์ข้อความ จะถือเป็นการปรับปรุงการเข้าถึงไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น
3. ใช้การนำทางแบบ”แสดงเส้นทาง” (breadcrumb)
แสดงเส้นทาง คือแถวของลิงก์ภายใน ที่ปรากฏด้านบนหรือด้านล่างของหน้าเว็บที่ช่วยนำทางผู้เข้าชมกลับไปยังส่วนก่อนหน้าหรือกลับไปที่หน้าราก การแสดงเส้นทางจำนวนมากจะใช้หน้าเนื้อหาทั่วไป เป็นลิงก์แรก ซึ่งอยู่ทางซ้ายสุด และมีส่วนที่จำเพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นไล่เรียงไปทางด้านขวา
4. เพิ่มหน้าแผนผังไซต์ HTML และใช้ไฟล์แผนผังไซต์ XML
หน้าเว็บ sitemap ที่ไม่ซับซ้อน และมีลิงก์ไปยังหน้าเว็บทั้งหมด หรือเฉพาะหน้าเว็บสำคัญ (หากว่ามีหน้าเว็บมากๆ) ในไซต์ของคุณนั้นมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย การสร้างไฟล์ Sitemap แบบ XML ให้กับไซต์ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเครื่องมือค้นหาจะค้นพบหน้าเว็บบนไซต์ของเรา
หลีกเลี่ยง
• การปล่อยให้หน้า Sitemap แบบ HTML ใช้การไม่ได้เนื่องจากมีลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้
• การสร้างแผนผังไซต์ HTML ที่แสดงรายการหน้าเว็บที่ซับซ้อน วุ่นวาย ควรจัดระเบียบตามหัวข้อ เป็นต้น
5. พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้ลบบางส่วนของ URL ออก
ผู้ใช้บางรายอาจเข้าสู่เว็บไซต์ ด้วยวิธีที่ผิดปกติ และเราควรเตรียมพร้อมสำหรับกรณีนี้ อย่างเช่น แทนที่จะใช้ลิงก์การแสดงเส้นทาง บนหน้าเว็บไซต์นั้นๆ ผู้ใช้อาจตัดบางส่วนของ URL ออกไปโดยหวังว่าจะเข้าถึงหน้าเว็บที่มีเนื้อหาทั่วไป เช่น http://hongsamut.com/main/product/2705 แต่ป้อน http://hongsamut.com/main/product ในแถบที่อยู่ของเบราว์เซอร์แทนเพราะคิดว่าลิงก์นี้จะแสดงสินค้าทั้งหมดของเว็บไซต์นี้ ซึ่งไม่ใช่ หน้าเว็บจะขึ้นว่า “ระบบไม่สามารถดำเนินการ “index” ตามคำสั่งได้”
6. ใช้หน้าเว็บ 404 ให้เกิดประโยชน์
บางครั้ง ผู้ใช้อาจเข้าถึงหน้าเว็บที่ไม่มีอยู่แต่เดิม เนื่องจากติดตาม ลิงก์ที่ใช้การไม่ได้ หรือพิมพ์ URL ไม่ถูกต้อง การสร้าง หน้าเว็บ 404 ที่กำหนดเอง ซึ่งช่วยบอกทางผู้ใช้ กลับไปยังหน้าเว็บปกติในเว็บไซต์ของเราย่อมทำให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หน้าเว็บ 404 ควรมีลิงก์ที่นำทางกลับไปยังหน้าแรก และยังแสดงลิงก์ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหายอดนิยมหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันได้อีกด้วย Google มีโปรแกรม 404 widget ที่เราสามารถฝังไว้ในหน้าเว็บ 404 เพื่อแสดงหน้าดังกล่าวโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Webmaster Tools ของ Google เพื่อค้นหา แหล่ง URL ที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด “not found” ได้อีกด้วย
หลีกเลี่ยง
• ทำการตรวจสอบว่าได้มีการกำหนดค่าให้เว็บเซิร์ฟเวอร์ของเราแสดง รหัสสถานะ 404 HTTP เมื่อมีการเรียกแสดงหน้าเว็บที่ไม่มีอยู่ในไซต์)
• การแสดงข้อความกำกวม ไม่ชัดเจน เช่น “Not Found”, “404” หรือ ไม่มีหน้าเว็บ 404 เลย
• การใช้รูปแบบหน้าเว็บ 404 ที่ไม่สอดคล้องกันกับหน้าเว็บที่เหลือในไซต์
ที่มา http://www.seomodify.com/seo/seo-2931/